ถ้าใช้ความรู้สึกเมื่อใดก็จะท้อ ทำวิจัยมันก็จะเหนื่อยมาก

Sharing is caring!

อย่าท้อกับการเรียนเลย ปีใหม่แล้วมาลุกขึ้นทำอะไรให้เป็นรางวัลชีวิตตัวเองเถอะ

การเรียนโทมันคือโอกาสหนึ่งในชีวิตที่ยังทำได้ในตอนนี้….
กลับไปคิดไหมว่าทำไมถึงมาเรียนต่อโท ในสาขานี้ ทำไมถึงอยากเรียน เคยนั่งคิดหรือเขียนเรื่องราวไว้ไหม ลองอ่านเรื่องของคนอื่นดู คนที่จบแล้ว คนที่ผ่านมาแล้ว จะได้มีแรงบันดาลใจมากขึ้น ต่อจากนี้คือเรื่องของคนธรรมดาคนนึงที่อยากแบ่งปันอ่านดูนะ

….พอเรียนจบ ป.ตรี มา ตลอดระยะเวลาสิบปีเราก็ทำธุรกิจส่วนตัวตลอดอาศัยความรู้ที่ตัวเองมีโดยใช้คอมพิวเตอร์ ช่องทางออนไลน์ การสื่อสารต่างๆหากิน ..มันโอเคและไปไกลกว่าที่คิดไว้มาก..จนวันนึงเรามีความคิดว่าถึงเวลาที่เราจะต้องต่อยอดให้ตัวเองแล้ว..เพราะถ้าอายุมากขึ้นกว่านี้ถ้าจะเรียนต่อเราคงไม่มานั่งเรียนเป็นแน่เพราะคงแก่เกินเรียน

จึงเป็นที่มาทำให้เราหาข้อมูลเรียนต่อปริญญาโท เราตัดสินใจเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังแห่งนึง และเราก็เลือกด้านที่เราสนใจ เลือกสิ่งที่พอจะมีพื้นฐานที่ค่อนข้างดีและตัวเองสนใจในด้านนั้นอยู่แล้วเป็นแรงจูงใจเป็นแรงผลักดัน

และพอได้มาเรียนจริงๆ ก็พบอาจารย์ในสาขาท่านนึงพูดกับเราตั้งแต่วันแรกที่เราเดินเข้าห้องเรียน..คือ เรื่องวิจัย งานวิจัย หัวข้อวิจัย คือ คำที่เราได้ยินมาตลอดทุกวันที่เข้าชั้นเรียน..งานวิจัยเราต้องมีคุณภาพ งานวิจัยที่ทำต้องมีคุณภาพเสียงอาจารย์พูดกับลูกศิษย์ของเขาตลอดเวลา.. (อาจารย์เขาคงอยากให้เราปรับตัว เราเข้าใจ)

แต่บอกก่อนเลยว่า ..

ตอนแรกเราไม่เข้าใจวิจัยเลยยยยย ..อะไรคือวิจัย อะไรคือเปเปอร์ อะไร แล้วอะไรล่ะเนี้ยยยย คือ ฯล นั่งเรียนไปวิชาวิจัยก็เหมือนความรู้ไม่ยอมเข้าสมอง เราปรับตัวเยอะมากๆ  จนเราก็หาจุดที่ตัวเองยืนไม่เจอ ว่าจะทำงานวิจัยอะไร? จนเพื่อนคนอื่นเขาได้หัวข้อกันไปหมดแล้วเริ่มหัวข้อกันแล้ว บทหนึ่ง บทสอง และสอบบทสาม

เราเริ่มช้ากว่าคนอื่นเป็นเทอม..(เป็นคนที่ทุกคนไม่คิดว่าจะเรียนจบเราคือคนนอกสายตาของทุกคนในชั้นเรียน) จริงๆแล้วเรารู้ตัวเราเองว่าเราจะทำอะไร เรามีอะไรอยู่ แต่เราไม่รู้ว่ามันจะเอาไปเป็นหัวข้อได้ไหม เราอธิบายไม่เป็น เรารู้แค่ว่าเราอยากให้มันเป็นแบบนี้ๆ เราพยายามหาข้อมูลมารองรับและปัญหาที่เกิดมาจากข้อมูลจริงเป็นแบบนี้เราต้องการที่จะแก้ปัญหานี้ (หลายคนคงเข้าใจความรู้สึกนี้ดี ในการพยายามดีเบทกับอาจารย์แต่ไม่รู้จะอธิบายให้เห็นภาพตรงกันได้อย่างไง..จะเริ่มยังไง พอคุยกันทีไรก็เหมือนจะยากไปหมด) เราได้พยายามอธิบายให้อาจารย์บางท่านเข้าใจ แต่เค้าบอกเราว่าสิ่งที่เราจะทำเป็นงานที่ไม่มีอนาคต ไม่มีใครเค้ารับงานแบบนี้ตีพิมพ์หรอก ผมเป็นอาจารย์มาทั้งชีวิตจะเกษียณอยู่แล้วผมยังไม่เคยเห็นใครเอาข้อมูลแบบที่คุณจะทำมาทำวิจัยไม่มีคุณภาพ…ผมไม่อยากให้คุณเสียเวลา

เรายอมรับว่าจากการพยายามที่จะพูดคุยเรื่องงานวิจัยในวันนั้นกับคำตอบที่เราได้รับเราเสียใจมากๆ คิดเข้าข้างตัวเองว่าทำไมอาจารย์ถึงไม่ยอมรับฟังเราบ้างมีเหตุผลมากมายที่ทำให้เราคิดเข้าข้างตัวเองตลอด จนเราเข้าใจว่าสิ่งที่เราทำเค้าอาจจะไม่ได้ถนัดหรือให้คำปรึกษาเราได้ดีที่ควร แต่อาจารย์ก็ทนในความดื้อของเราไม่ไหว ได้เสนอว่าหากจะยืนยันว่าจะทำเรื่องแนวนี้เราต้องไปคุยกับอาจารย์ท่านนึง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเค้าจะรับเธอหรือเห็นด้วยกับเธอหรือเปล่า?..

เราจึงไปหาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญคนนั้น เลือกไปหาอาจารย์ที่ปรึกษาเอง..ความดีของเรา คือ หน้าด้านนี่แหละที่จริงเค้าก็ไม่ได้อยากได้เราหรอกนะ ออกจะเล่นตัวด้วยซ้ำ เราคุยและตื้ออาจารย์อยู่นานมากๆ จนโมเมเองว่าอาจารย์เค้ารับแล้ว..หน้าด้านจริงๆ เลยได้เริ่มต้น คำว่า งานวิจัยสักที …โชคดีที่เรามี Data Log ชนิดนึงอยู่ที่สามารถเอามาวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมผู้บริโภคบางอย่างที่สำคัญได้และสามารถต่อยอดได้จริง ในไอเดียที่อาจารย์แนะนำมันน่าสนใจมาก..แต่กว่าจะรู้ถึงตรงนั้น เราไม่รู้เลยว่าตัวจะทำได้หรือเปล่า เรารู้ชะตากรรมตัวเองเลยว่า ..!!! ร้อนๆนะที่ยืนอยู่ ร้อนมากด้วย…

เราต้องเรียนรู้อะไรที่เราไม่รู้เลย เหมือนชีวิตที่เรียนมา 0 อีกครั้ง..

จากที่คิดว่าตัวเองรู้เยอะแล้ว ในความเป็นจริง คือ ไม่รู้เลย

เราต้องเรียนรู้ดาต้าไมนิ่ง (ป.ตรีเคยเรียนแค่ 5% มันไม่ได้ช่วยเราเล้ยยย)
สำหรับคนที่ไม่มีความรู้อะไรมันยากมากกับการไปเร่ิมต้นใหม่

เราต้องศึกษาโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลซึ่ง ณ เวลานั้นเป็นโปรแกรมที่ใหม่มากๆในไทยไม่ค่อยมีใครสอนแต่เป็นโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับการยอมรับในต่างประเทศเราต้องใช้มันวิเคราะห์ข้อมูลของเรา ซึ่งเราไม่มีพื้นฐานกับมันไม่รู้เฉพาะลึกๆลงไปในตรงนี้เลย แต่เราต้องทำวิจัยทางนี้สิ่งที่อยู่คู่เราช่วงแรก คือ YouTube และสิ่งที่เราอยากรู้อยู่ใน google และมันก็เป็นภาษาอังกฤษเกือบ 100% ..

(อาจารย์ที่ปรึกษาเราเขาไม่ชอบให้อ่านเปเปอร์ภาษาไทยหลายๆคนที่ทำทางไอทีคงเข้าใจอารมณ์นี้ดี)

เรารู้สึกเลยว่า ที่เราทำมันยากจัง.. เราคุยกับเพื่อนในสาขาไม่ได้เพราะทำคนละประเภทกันเลยมันแตกต่างกันมาก เพื่อนคุยของเรามีคนเดียว คืออาจารย์ที่ปรึกษา เราคิดนะว่าจะจบมั้ย..ทำไมต้องเอาชีวิตมาทำอะไรพวกนี้ด้วยกับเวลาที่เสียไปกับรายได้มากมายจากธุรกิจแต่ต้องเอาเวลาตรงนั้นมาเรียนมันคุ้มมั้ยที่จะเอามันมาแลกกับปริญญาโทวุฒิการศึกษาเพียงหนึ่งใบ ทั้งๆที่เราหาเงินได้โดยไม่ต้องมีปริญญาโทก็ได้.. เราคิดเยอะแยะ

แต่เรายังก้มหน้าก้มตาทำไป อาจารย์อยากได้อะไรเราจะทำมันมาให้ได้และสิ่งที่เราทำตลอดเวลากับอาจารย์ที่ปรึกษา คือ การบ่น  -.-“

อาจารย์ที่ปรึกษา คือที่ ปรึกษาเค้าไม่จับมือเราทำแน่นอน ..พอบ่นมากๆอาจารย์ก็ย้อนมาว่า

“บ่นได้ก็บ่นไป บ่นยังไงก็ต้องทำให้ได้อยู่ดี”

นอกจากความหน้าด้านกับอาจารย์นั่น คือ เราต้องพิสูจน์ตัวเอง

ตลอดเส้นทางการทำวิจัย เราท้อ เราเหนื่อย เราร้องไห้ เราแก้เยอะ เราทะเลาะกับอาจารย์ที่ปรึกษามากๆ ทุกวันนี้เราก็ไม่รู้ว่าทำไมเค้าถึงทนกับเราได้มากจริงๆ เราเรียนรู้ เราผิดหวัง เราต้องอ่านแต่ภาษาอังกฤษซึ่งพื้นฐานเราก็ไม่ได้ดี เราทำไม่ได้ เขียนไม่ได้ อธิบายไม่เป็น ..เราท้อและจะเลิกทำมันหลายครั้งมาก…

เราเข้าวัด เราไปปฏิบัติธรรม เราทำทุกๆอย่างเพื่อให้เรารู้สึกมีที่พึ่งทางใจ และเราก็ใช้ความรู้สึกมากมายเข้ามามีส่วนในการทำงานวิจัยของเราจนเราต้องหาหมอทานยาช่วยผ่อนคลายความเครียด เพื่อให้นอนหลับ

เราจะเขียนงานไป conference แต่เวอร์ชั่นแรกๆมันไม่ได้ดีเท่าไหร่ เราต้องไปนั่งรอเพื่อให้พบอาจารย์ที่ปรึกษาในแต่ละครั้ง รอหลายชั่วโมง

เรามีดราฟกองใหญ่..เราอดทนกับการแก้ แก้ แก้ แล้วก็แก้

เราส่งเปเปอร์ไป inter conference เราได้รับการตอบรับ และที่ที่ไปเปเปอร์จะได้ตีพิมพ์ใน  journal

เราไป inter conference ซึ่งก่อนจะถึงวันงานไม่กี่วันเราก็ทะเลาะกับอาจารย์ที่ปรึกษา (อีกแล้ว) ซึ่งค่อนข้างรุนแรงมากพอสมควรถึงขนาดอาจารย์จะตัดสัมพันธ์ความเป็นอาจารย์ที่ปรึกษากับลูกศิษย์กันเลยทีเดียว เพราะด้วยความดื้อของเราเองแล้วมันก็ไม่ค่อยน่ารักสำหรับอาจารย์สักเท่าไหร่..

มันคือบทเรียนที่เราสมควรได้รับ

พอทะเลาะกับอาจารย์ที่ปรึกษาเรามีความรู้สึกเหมือนมันยิ่งเคว้งคว้างเลยล่ะ จากที่ได้คุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาทุกวันมีอาจารย์เป็นเกราะเหมือนที่พึ่งคนเดียวในการเรียนปริญญาโท แต่เหมือนไม่มีอาจารย์แล้วเพราะความอีโก้ของตัวเอง ตลอดสัปดาห์ก่อนงาน conference นั้นเราท้อแท้มาก นั่งทำสไลด์ที่จะ conference ทำไปร้องไห้ไปเหมือนไม่มีที่พึ่ง

แต่เราต้องการที่จะไปต่อ..

ในงาน conference นั้นก็มีแต่ต่างชาติ เราเห็นนักวิชาการดีเบทกัน ฮือ..แค่เห็นผู้คนในนั้นน้ำตาก็จิไหล แอร์ที่ไม่เย็นก็เย็นกว่าปกติ ที่สำคัญมีแต่อาจารย์เก่งๆด้านการทำวิจัยประสบการณ์สูงจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศ และเหล่านศ.ปริญญาเอกชาวญี่ปุ่นที่แทคทีมมากับแอดไวเซอร์แต่เราไม่มี… หนึ่งในนั้นเรามีคนไทยที่ร่วมเซคชั่นเดียวกันแค่คนเดียวซึ่งเค้าก็เป็นระดับ ดร. เลยล่ะ ..(เราคิดถึงหน้าอาจารย์ที่ปรึกษามากๆ) การไปนั่งในห้อง conference หนึ่งวันก่อนที่ตัวเองจะขึ้นพูด ก็คิดไปต่างๆนานๆว่าชีวิตจะต้องเจออะไรบ้างตลอดงาน conference สองวันนี้ (มาทำไมที่นี่ ไม่น่ามาเลย ตายแน่ พวกเขาจะถามอะไรว่ะเนี่ย ..จะตอบได้มั้ยเสียงที่พูดกับตัวเองตลอดสองวัน) รู้สึกมีความกดดัน มีความเครียดและกลัว..แต่พอคนใกล้ตัวถามว่างานเป็นไงบ้าง เราก็บอกกับคนอื่นๆว่าเราทำได้แล้วมันจะผ่านไปได้ด้วยดี เราทำได้..

ขึ้นไปพูดจริงๆ ก็กลัวนะ กลัวจะตอบเขาไม่ได้ อธิบายเขาไม่ได้เพราะไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษมากมายอะไร แค่พอจับคำได้ ..ความทุกข์ทรมานของทั้งหมดที่ทำวิจัยมาตลอด 8 เดือน คือตอนอยู่บนเวทีที่ต้องพูดงานของเรานี่แหละ ไม่รู้ว่าจะทำได้ดีไหม ..แต่ต้องทำให้ดีที่สุดและความรู้สึกของหัวใจที่พองโตได้เกิดขึ้น คือ ตอนที่พูดงานของตัวเสร็จแล้ว ตอบคำถามได้ และคนที่นั่งฟังถามว่าเป็นภาษาอังกฤษว่าเป็นนักศึกษาปริญญาโทเหรอ?

พอเขาได้คำตอบว่าเป็นนักศึกษาปริญญาโทแล้วเขาก็ลุกขึ้นปรบมือให้ความรู้สึกนั้น คือ เดินลงมาสัมผัสได้ถึงหัวใจที่มันพองโต รู้สึกชื่นชม ศรัทธาในตัวเอง มีความสุขมาก ๆ ยกภูเขาออกจากอกเป็นแบบนี้เอง.. สิ่งที่เราทำอย่างแรก คือ ถ่ายภาพใบประกาศที่ได้รับหลังจากการ conference ส่งไลน์ให้อาจารย์ที่ปรึกษา ประโยคที่อาจารย์พิมพ์ตอบกลับมาสั้นๆแสดงให้รู้ว่าอาจารย์ที่ปรึกษาก็ยังเป็นอาจารย์ของเราตลอดไม่ว่าจะเราจะดื้อขนาดไหนยังรักลูกศิษย์และยินดีกับเรากับสิ่งที่เราทำและได้รับมา

เราสอบปิดเล่มเป็นคนแรกของรุ่น (ทั้งที่เราเริ่มทีหลังเพื่อน) วันที่เราสอบจบเราเอาพวงมาลัยไหว้อาจารย์ทุกคนในห้องสอบและขอให้อาจารย์จดจำกันแต่สิ่งที่ดีๆ เรารู้ว่าเราได้อะไรจากการเรียนที่นี่มากมายโดยเฉพาะทางความคิดในบางเรื่องที่เราไม่เคยมี

เราจบการศึกษา เรารับปริญญา .. เราภูมิใจกับตัวเอง

เราเริ่มวิจัยจากศูนย์

เราไม่ได้มีพื้นฐานภาษาอังกฤษที่ดี

เรารู้ว่าเราเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ทุกคนที่มีความดื้อมากๆ เมื่อเทียบกับเพื่อนที่เรียนในรุ่นเดียวกัน

แต่!! เรามีวินัย เราขยัน เราอดทน เราลงมือทำด้วยตัวเอง เราหัดนิสัยอยากรู้!ต้องหาคำตอบ!

ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราเข้าใจนะว่ารูปแบบของการเริ่มต้นการทำแต่ละคนอาจแตกต่างกัน .. แต่เราเข้าใจอยู่อย่างนึง ว่าถ้าเราใช้ความรู้สึกเมื่อใดเราก็ท้อ เราเหนื่อยมาก แต่กลับกันถ้าเราไม่ใช่ความรู้สึก มันคือสิ่งที่ต้องทำล่ะ แค่ให้มีวินัยกับตัวเอง ลงมือทำ ทำวันละนิดละหน่อย ทุกวันๆ สะสมไปเรื่อย ๆ ให้วิจัยมันเป็นส่วนนึงในวิถีชีวิตของเรา เราจะทำมันให้เสร็จ..

มีประโยคหล่อๆ ของอาจารย์ที่ปรึกษาเคยพูดไว้กับเรานานแล้วและมันดีมากๆ ในวันที่ท้อกับการเรียน

“คุณไม่รู้หรอกว่าคุณจะสำเร็จหรือไม่แต่คุณรู้ว่า..ทำให้ดีที่สุดทำยังไง..

ชีวิต ป. โทที่ผ่านมาประสบการณ์ส่วนนึงจากการทำงานวิจัยทำให้เราปรับระบบความคิดของตัวเองดีขึ้นเรียบเรียงความคิดขั้นตอนการทำงาน การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและเป็นเหตุเป็นผล และอีกมากมายที่เราจะได้เรียนรู้เฉพาะบุคคลแต่ที่สำคัญ คือ การชนะใจตัวเราเอง

 

2 Replies to “ถ้าใช้ความรู้สึกเมื่อใดก็จะท้อ ทำวิจัยมันก็จะเหนื่อยมาก”

  1. เราไม่ทราบนะคะว่าคุณเป็นใคร แต่เรานับถือคุณเลยค่ะ สุดยอดมาก ๆ เรื่องของคุณมันทำให้เรามีกำลังใจในการปั่นเจ้าธีสิสมาก ๆ ค่ะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *